Close

1. ทำไมต้องสั่งซื้อและชำระเงินล่วงหน้าเป็นรายปี

เงินที่สมาชิกชำระล่วงหน้าจะถูกนำเข้ากองทุนFair Trade (แฟร์เทรด) และจัดการโดยสหกรณ์ผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ดังต่อไปนี้

.

1) จัดสรรเครื่องมือและปัจจัยต่างๆให้ “เพื่อนปลูก” เริ่มงานได้ โดยให้ลงทะเบียนพร้อมทำบัญชีเพื่อทำการหักค่าใช้จ่ายออกจากรายรับเมื่อนำข้าวมาส่งให้โรงสีชุมชนทั้ง 3 แห่งตอนปลายปี (ในระบบเดิมนั้น “เพื่อนปลูก” ต้องกู้เงินจากทั้งในและนอกระบบ โรงสีชุมชนเองก็ต้องกู้จากธนาคารเพื่อช่วยสภาพคล่องโดยเสียดอกเบี้ยถึงร้อยละ 9)

.

2) ประกันว่าหากมีผลผลิตตามปริมาณที่สั่งไว้ก็จะได้ราคาข้าวที่สูงกว่าตลาดในระดับที่ช่วยให้ชาวนาเกิดความมั่นใจในการปรับเปลี่ยนวิถีการทำนาจากเคมีมาเป็นปลอดสารและอินทรีย์

.

3) ประกันความเสี่ยงจากกระบวนการผลิต เมื่อผลผลิตเสียหายจากภัยธรรมชาติผ่านกองทุนแฟร์เทรด เพื่อชดเชยให้ “เพื่อนปลูก” ไม่ต้องพึ่งระบบจำนำข้าว หรือการเป็นหนี้ในระบบหรือนอกระบบใดๆ

.

4) ใช้เป็นทุนในการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตให้ทันต่อสภาวะโลกร้อนที่ทำให้เกิดปัญหา น้ำท่วมฝนแล้ง หรือ โรคและแมลงศัตรูพืช เช่น การใช้แผงพลังงานแสงอาทิตย์มาบริหารจัดการน้ำ การทดลองทะยอยหว่านเมล็ดข้าวแทนที่จะลงทีเดียวทุกแปลงเพื่อค้นหาจังหวะการปลูกข้าวที่เหมาะสม เป็นต้น

.

โดยสรุปแล้ว “เพื่อนปลูก” ของพวกเราจะได้หลุดพ้นจากหนี้สิน ไม่ต้องพึ่งระบบจำนำข้าวของรัฐบาลในที่สุด นอกจากนี้เงิน ที่สมาชิกชำระล่วงหน้าถือเป็นทุนในการพัฒนาชุมชนและเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหาร เช่น การรักษาพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน การชักชวนให้คนในชุมชนหันมาทำเกษตรอินทรีย์ ไม่สร้างสารพิษตกค้างในดินและน้ำ ซึ่งจะเป็นประโยชน์โดยรวมกับคนทั้งโลกด้วย

2. มีทางเลือกอื่นในการจัดส่งสินค้าหรือไม่

โครงการ “เพื่อนปลูก เพื่อนกิน” ยึดหลักการที่มุ่งเน้นให้ผู้บริโภคกับผู้ผลิตใกล้ชิดกันและต่างสนับสนุนให้เกิดการค้าขายที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยความตั้งใจเดิมนั้นทางโครงการเราหวังที่จะให้กลุ่มสมาชิกผู้บริโภครวมตัวกันเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง โดยให้สมาชิกช่วยกันกระจายสินค้า หรือนัดรับสินค้าตามศูนย์กระจายสินค้าในชุมชน เช่น โรงเรียน วัด/โบสถ์ ตลาดสีเขียว หรือ บ้านของสมาชิกตามมุมเมืองต่างๆ แทนการนำสินค้าไปวางขายตามห้างร้านหรือซุปเปอร์มาร์เก็ต

.

แต่เนื่องจากเวลาการเตรียมการที่มีจำกัดในปีแรกนี้ สมาชิกโครงการ “เพื่อนปลูก เพื่อนกิน” ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑลจะได้รับสินค้าจัดส่งถึงบ้านโดยบริษัท DPEX และสมาชิกจังหวัดอื่นๆจะได้รับสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ไทย

.

อย่างไรก็ตามทางโครงการฯมีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะพัฒนาระบบการขนส่งและการกระจายสินค้าให้เป็น CSA (Community Supported Agriculture) หรือการเกษตรที่ชุมชนผู้บริโภคและผู้ผลิตสนับสนุนเกื้อกูลกันให้มากยิ่งขึ้นโดยทางโครงการจะประสานงานเพื่อค้นหารูปแบบการจัดส่งที่ดีขึ้นในอนาคตต่อไป

.

นอกจากนี้ทางกลุ่ม “เพื่อนปลูก เพื่อนกิน” ยังหวังไว้อย่างยิ่งว่าจะมีการจัดกิจกรรมร่วมกันระหว่างเพื่อนสมาชิก ทั้งฝั่งผู้ปลูกและผู้กินในอนาคต เช่น การเยี่ยมชมพื้นที่ปลูกข้าวและกระบวนการผลิต หรือ ร่วมทำโครงการพัฒนาสังคมกับชุมชนที่ปลูกข้าวให้เราทานอีกด้วย

3. ราคาข้าวของโครงการถือว่าถูกหรือแพง

ราคาข้าวในโครงการฯถ้าเทียบกับคุณภาพมาตรฐานส่งออกของข้าวแต่ละเม็ดบวกกับประโยชน์เชิงสังคมนั้นถือว่าคุ้มค่าและเป็นธรรมกับทั้ง “เพื่อนปลูก” และ “เพื่อนกิน” ราคาที่ตั้งขึ้นมาได้มาจากการคำนวณต้นทุนการผลิตจากประสบการณ์การทำเกษตรอินทรีย์มากว่า 20 ปี โดยยึดหลักแฟร์เทรด (Fair Trade) ซึ่งมีเป้าหมายให้ความเป็นธรรมกับทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคเป็นสำคัญ พวกเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเกษตรอินทรีย์จะกลับมาเป็นกระแสหลัก ไม่ใช่สินค้าราคาแพงที่เข้าถึงยาก หวังว่าพวกเรากำลังร่วมสร้างสังคมที่เกื้อกูลกัน ให้คนกินข้าวกับคนปลูกข้าวเป็นเพื่อนกันจนเกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีการเกษตรและวิถีการบริโภคซื้อขายสินค้าในระยะยาว ราคาที่ตั้งขึ้นมาได้รวมต้นทุนแรงงานเกษตรปราณีต ทุนสนับสนุนกลุ่มเจ้าหน้าที่ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ที่ทำหน้าที่ชักชวนและเป็นพี่เลี้ยงให้กับเกษตรกรหน้าใหม่ให้เปลี่ยนจากเกษตรเคมีเป็นเกษตรอินทรีย์ ทุนในการสีข้าวโดยโรงสีชุมชนซึ่งมีเครื่องสีขนาดใหญ่ที่สามารถ สีข้าวคัดข้าวให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานส่งออก ทุนที่ใช้ในงานธุรการ งานบัญชี ค่ารถ และ ค่าใช้จ่ายในการบรรจุหีบห่อและกล่องที่ใช้บรรจุก่อนส่งไปรษณีย์ โดยทางโครงการฯจะทำการแสดงรายรับรายจ่ายให้สมาชิกได้รับทราบตอนปลายปีเพื่อสร้างความมั่นใจว่าโครงการฯของเราได้ดำเนินการด้วยความโปร่งใส ต้องการให้เกินการเปลี่ยนแปลงในสังคมจากใจจริง

4. ทำไมไม่ขายแต่ข้าวอินทรีย์ไปเลย

เป้าหมายหลักของโครงการคือการพยายามเปลื่ยนชาวนาเคมีให้มาทำเกษตรอินทรีย์ เปลี่ยนจากการเน้นปริมาณมาเป็นการเน้นคุณภาพ (ข้าวอินทรีย์หรือข้าวออร์แกนิคไม่ใช้สารเคมีใดๆทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี ฮอร์โมนเร่ง และ ไม่ใช้เมล็ดพันธุ์ GMOs ไม่มีสารปนเปื้อนต่อดินและน้ำ ส่วนข้าวปลอดสารคือข้าวปลอดสารพิษจากยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า แต่ยังใช้ปุ๋ยเคมีอยู่) ซึ่งการดึงเกษตรกรที่ใช้สารเคมีมาเป็นเวลานานให้มาทำเกษตรอินทรีย์นั้นเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด การอุดหนุนข้าวปลอดสารของโครงการ “เพื่อนปลูก เพื่อนกิน” ถือเป็นแรงผลักดันสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ในปีแรกที่เลิกทำนาเคมีมานั้น เกษตรกรต้องปรับสภาพดินและอาจยังมีความต้องการใช้ปุ๋ยเคมี ดังนั้นผลผลิตส่วนมากของโครงการฯในปีแรกก็จะมาจากกลุ่มชาวนาหน้าใหม่ที่จะเป็นผู้ผลิตข้าวชนิดปลอดสารไม่ใช่ข้าวอินทรีย์ อย่างไรก็ตามทางสหกรณ์ผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงในการให้ความรู้และทักษะการปลูกข้าวได้ทำข้อตกลงกับเกษตรกรหน้าใหม่เหล่านี้ให้แบ่งพื้นที่บางส่วนทดลองและฝึกฝนการปลูกข้าวอินทรีย์เพื่อเป็นการเตรียมตัวพัฒนาเป็นผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ภายใน 3 ปี

5. ข้าวไม่ใช้สารเคมีแบบนี้เก็บไว้ได้นานแค่ไหน

ทางโครงการฯเก็บข้าวในรูป “ข้าวเปลือก” ซึ่งเก็บไว้ได้นานและจะสีข้าวก่อนส่งสินค้าเท่านั้น โดยทั่วไปแล้ว ข้าวที่ไม่ได้บรรจุสูญญากาศนั้นอยู่ได้ประมาณ 1 ปี อย่างไรก็ตาม หากเก็บข้าว (ที่ไม่ได้ผ่านการอบสารเคมี) ในที่ที่มีความชื้นพอเหมาะกับการเจริญเติบโตของมอดก็จะมีมอดขึ้นประมาณ 1-2 เดือนหลังจากที่ข้าวได้รับการขัดสีแล้วไม่ว่าจะได้ทำการแกะหีบห่อแล้วหรือไม่ก็ตาม โดยข้าวกล้องจะมีมอดขึ้นได้ง่ายกว่าข้าวขัดขาวเพราะเป็นอาหารที่มอดชอบ

.

ถึงแม้มอดจะไม่ได้มีอันตรายเท่ากับยาฆ่ามอดที่ตกค้างในข้าว ทางโครงการของเราตัดสินใจว่าในปีแรกนี้ สินค้าของโครงการเราจะบรรจุถุงสูญญากาศทุกประเภทเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ทำให้เก็บได้นานถึง 2 ปีโดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีมอดขึ้นหรือไม่

.

หากเปิดถุงสูญญากาศแล้ว วิธีที่ช่วยให้เก็บข้าวที่มีปริมาณไม่มากได้นานๆคือการเก็บด้วยหีบห่อที่มิดชิดและเก็บไว้ในตู้เย็น หรือหากมอดขึ้นก็สามารถนำข้าวมาตากแดดให้มอดหนีไปได้

6. มีข้าวพันธุ์อื่นนอกจากข้าวหอมมะลิหรือไม่

ในปีแรกนี้ ทางโครงการฯจะเปิดให้สั่งซื้อได้เฉพาะข้าวหอมมะลิ (พันธุ์ “ขาวดอกมะลิ 105”) เท่านั้น โปรดติดตามข่าวสารของโครงการเพื่อนปลูกเพื่อนกินเรื่องรูปแบบการบริโภคข้าวพันธุ์พื้นบ้านอื่นๆได้ต่อไปในอนาคต

7. เป็นเกษตรกรที่อยากฝึกทำนาอินทรีย์

ท่านสามารถติดต่อเพื่อเข้ารับการฝึกอบรม ดูงาน หรือ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้จากแหล่งเรียนรู้ดังต่อไปนี้

.

พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติ
หมู่ 13 ถ.พหลโยธิน ตรงข้ามโรงพยาบาลนวนคร ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี
โทรศัพท์ 02 529 2212-3

http://www.wisdomking.or.th

.

ฟาร์มของคุณดิสทัต โรจนาลักษณ์
เลขที่ 209 ม.3 ต.ประจันตคาม อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี
โทรศัพท์ 084 662 4703

.

มูลนิธิข้าวขวัญ สุพรรณบุรี
เลขที่ 13/1 ม.3 ต.สระแก้ว อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี
โทรศัพท์ 035 597 193
www.khaokwan.org

.

มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ มาบเอื้อง
เลขที่ 114/1 ม.1 ต.หนองบอนแดง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี
โทรศัพท์ 038 263 078
www.agrinature.or.th

8. รู้จักชาวนาที่อยากทำเกษตรอินทรีย์แต่ไม่มีคนส่งเสริม

หากรู้จักชาวนาอยากทำเกษตรอินทรีย์แต่ไม่มีคนส่งเสริม ท่านสามารถติดต่อ

.

มูลนิธิสายใยแผ่นดิน
เลขที่ 6 ซ.พิบูลอุปถัมภ์-วัฒนานิเวศน์ 7 ถ.สุทธิสาร แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพ
โทรศัพท์ 089 777 5860
www.greennet.or.th/article/producers

.

(หากมีการรวมกลุ่มผู้สนใจได้ตั้งแต่ ๑๐ คนขึ้นไป มูลนิธิสายใยแผ่นดินอาจสามารถส่งเจ้าหน้าที่ไปส่งเสริมให้ความรู้)

9. เป็นเจ้าของที่นาที่อยากให้ผู้เช่านาทำเกษตรอินทรีย์ ต้องติดต่อใคร

ในกรณีที่ท่านเป็นเจ้าของที่นาให้เช่า เราขอแนะนำให้เจ้าของที่นาช่วยสนับสนุนให้ผู้เช่านาไปรับการอบรมหรือฝึกงาน ดูงาน แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับแหล่งเรียนรู้ สถานที่ดูงาน หรือเรียนรู้เรื่องการทำนาอินทรีย์ ตามรายนามในข้อ 7

Go top